Bitcoin คืออะไร? พร้อมวิธีลงทุนให้ได้ผลตอบแทนสูงสุด

Last updated: Aug 15, 2019  |  149 จำนวนผู้เข้าชม  |  ลงทุน

Bitcoin คืออะไร? พร้อมวิธีลงทุนให้ได้ผลตอบแทนสูงสุด

Bitcoin(บิทคอยน์) คืออะไร

บิทคอยน์ถูกพัฒนาโดยนักพัฒนาซอฟท์แวร์ที่ใช้นามแฝงว่า Satoshi Nakamoto(ซาโตชิ นากาโมโตะ) เพื่อมุ่งหวังจะสร้างสกุลเงินที่ไม่ได้ตั้งบนพื้นฐานของรัฐบาลหรือธนาคารใดๆ และใช้การส่งผ่านกันทางอินเทอร์เน็ต

 

บิทคอยน์มีตัวตนมั้ย?

บิทคอยน์ คือสกุลเงินที่ถูกสร้างขึ้นในรูปแบบดิจิทัล เพื่อเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ ไม่มีรูปร่างและไม่สามารถจับต้องได้เหมือนธนบัตรหรือเหรียญทั่วๆไป

 

หน่วยของบิทคอยน์

บิทคอยน์มีหน่วยเป็น BTC เหมือนๆกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐที่ใช้หน่วยเงินตราเป็น USD, สกุลเงินเยนของญี่ปุ่นเป็น JPY หรือสกุลเงินบาทไทยคือ THB 

โดยหน่วยที่เล็กที่สุดของ Bitcoin คิดเป็นหนึ่งร้อยล้านต่อ 1 Bitcoin หน่วยนี้ถูกเรียกว่า “ ซาโตชิ” เพื่อเป็นเกียรติให้กับผู้สร้างบิทคอยน์ (1 BTC = 100,000,000 Satoshis)

 

จุดประสงค์ของการสร้างบิทคอยน์

เพื่อเป็นสกุลเงินที่เป็นอิสระไม่ถูกควบคุมโดยใครคนใดคนหนึ่ง สามารถส่งหากันผ่านระบบอินเทอร์เนตได้อย่างรวดเร็ว และมีค่าธรรมเนียมที่ถูกมากๆ

 

บิทคอยน์สามารถถูกสร้างขึ้นมาเท่าไรก็ได้ใช่มั้ย?

มีการกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า บิทคอยน์จะถูกผลิตขึ้นมาได้เพียงแค่ 21 ล้าน BTC เท่านั้น ซึ่งจะแตกต่างจากพันธบัตรรัฐบาลที่สามารถพิมพ์เพิ่มเข้ามาในระบบเท่าไรก็ได้ เช่นนโยบายผ่อนคลายทางการเงิน หรือ QE ของสหรัฐอเมริกา

 

ราคาบิทคอยน์ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน

เมื่อบิทคอยน์มีจำนวนจำกัด แต่มีความต้องการใช้งานมากยิ่งขึ้น ทำให้ราคาของบิทคอยน์ปรับตัวขึ้นจากราคาไม่ถึง 1$ ในปี 2010 เป็น 382-958$ ในปี 2016 และเคยขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ 19,345$ ในปี 2017 และถึงแม้ในปัจจุบันราคาบิทคอยน์จะตกลงมาอยู่ที่ราวๆ 11,000$ (สิงหาคม ปี 2019) แต่หากคุณซื้อไว้ตั้งแต่ปี 2016 ที่ราคา 500$ เพียงระยะเวลา 3 ปี คุณก็ได้กำไรมากกว่า 20 เท่าอยู่ดี 
 

Blockchain(บล็อกเชน) เกี่ยวข้องกับบิทคอยน์อย่างไร

โดยปกติหากเราต้องการโอนเงินจากบัญชีหนึ่งไปยังอีกบัญชีหนึ่ง เราต้องโอนผ่านระบบธนาคาร โดยธนาคารมีหน้าที่ตรวจสอบและยืนยันธุรกรรมซึ่งเป็นระบบแบบ Centralization หรือการรวมอำนวจไว้ที่ศูนย์กลาง(ในที่นี้ศูนย์กลางก็คือธนาคาร) แต่ระบบ Blockchain จะใช้การกระจายอำนาจหรือที่เรียกว่าระบบการทำธุรกรรมแบบ Decentralization โดยการใช้คนจำนวนมากช่วยกันยืนยันธุรกรรม กล่าวคือทุกคนในระบบจะรู้ข้อมูลซึ่งกันและกันว่ากระเป๋าแต่ละใบมีเงินเท่าไหร่(แต่ไม่ทราบว่าใครเป็นเจ้าของกระเป๋า เพราะรู้เฉพาะรหัสกระเป๋า) เมื่อเราโอนเงินไปให้คนอื่น ระบบจะให้คอมพิวเตอร์ของคนจำนวนมากช่วยกันตรวจสอบว่าเรามีเงินในกระเป๋าจริงมั้ย ถ้ามีจริง ระบบจะยินยอมให้ธุรกรรมเกิดขึ้น และบันทึกข้อมูลใหม่ว่าเรามีเงินในกระเป๋าลดลง ส่วนปลายทางมีเงินเพิ่มขึ้น โดยข้อมูลการทำธุรกรรมแต่ละครั้งจะถูกบรรจุใน Block เมื่อมีการทำธุรกรรมใหม่ก็จะมีการสร้าง Block ใหม่เชื่อมไปจาก Block เดิม ทำให้มีลักษณะเป็นสายลูกโซ่ที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทั้งหมด จึงเป็นที่มาของชื่อ Blockchain และเทคโนยี Blockchain ก็ได้ถูกนำมาใช้รองรับการทำธุรกรรมของสกุลเงินบิทคอยน์ เรียกได้ว่าหากไม่มี Blockchain ก็ไม่มี Bitcoin นั่นเอง

 

การทำธุรกรรม Bitcoin ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของเทคโนยี Blockchain ปลอดภัยมั้ย?

ในหัวข้อที่แล้วเราทราบว่า Blockchain มีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบการทำธุรกรรมได้ และที่สำคัญทุกคนในระบบจะรู้ข้อมูลซึ่งกันและกันว่ากระเป๋าแต่ละใบมีเงินเท่าไหร่ ซึ่งสิ่งที่ทุกคนรู้เหมือนกันนั่นคือ public key ซึ่งเป็นรหัสสำหรับโอนเงินเข้า รหัสนี้จะแจ้งต่อสาธารณะ ทุกคนในระบบจะตรวจสอบจำนวนเงินในกระเป๋าแต่ละใบเพื่อยืนยันธุรกรรม แต่สิ่งที่เรามีต่างกันคือ private key ซึ่งเป็นรหัสลับสำหรับโอนเงินออกจากกระเป๋า และจะมีแต่เจ้าของเท่านั้นที่สามารถโอนได้

นอกจากนี้ธุรกรรมที่บรรจุอยู่ในแต่ละ Block จะมีรหัสประจำ Block เรียกว่า hash ไปเชื่อมกับ Block ต่อไป ดังนั้นเมื่อมีการพยายามปลอมแปลงธุรกรรม ระบบจะตรวจพบว่า hash ที่แจ้งนั้นผิดและจะถูกยกเลิกธุรกรรม ระบบของ Blockchain จึงไม่จำเป็นต้องใช้คนกลาง เนื่องจากใช้ระบบที่ซับซ้อน และใช้คอมพิวเตอร์จำนวนมากจากทั่วโลกช่วยกันยืนยันความโปร่งใส

 

บิทคอยน์ (Bitcoin) ผิดกฎหมายมั้ย เป็นที่ยอมรับหรือยัง?

ด้วยความนิยมที่สูงขึ้นของสกุลเงินดิจิทัล ทำให้เมื่อเดือนมิถุนายน 2561 สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ออกมาให้ความชัดเจนแล้วว่าสามารถซื้อ-ขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลในไทยได้อย่างถูกกฎหมาย โดยปัจจุบันมี 7 สกุลเงินดิจิทัลที่ ก.ล.ต. รองรับการซื้อ-ขาย คือ Bitcoin, Bitcoin Cash, Ethereum, Ethereum Classic, Litecoin, Ripple และ Stellar  

 

อยากได้ Bitcoin ต้องทำอย่างไร

การลงทุนในบิทคอยน์มีอยู่ด้วยกัน 2 แบบ คือ การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยยืนยันธุรกรรมในระบบ และการซื้อขายแลกเปลี่ยนกับผู้ที่มีบิทคอยน์อยู่แล้ว

1. การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยยืนยันธุรกรรมในระบบ

เราทราบกันแล้วว่าการทำธุรกรรมผ่านบิทคอยน์ที่อยู่ภายใต้ระบบ Blockchain ต้องใช้คอมพิวเตอร์จำนวนมากในการยืนยันความโปร่งใส และผู้ที่ยืนยันธุรกรรมได้เร็วที่สุดจะได้รับรางวัลเป็น Bitcoin และระบบการยืนยันธุรกรรมให้ได้มาซึ่งบิทคอยน์นี้ เราเรียกอีกอย่างว่า การขุดเหมืองบิทคอยน์ หรือ Bitcoin Mining 

2. การซื้อขายแลกเปลี่ยน

วิธีนี้เป็นวิธีที่ง่ายที่สุด โดยเราสามารถนำเงินสกุลใดก็ตามที่ได้รับการยอมรับ(เช่นเงินบาท) ไปซื้อบิทคอยน์จากคนที่มีบิทคอยน์อยู่แล้ว ซึ่งราคาซื้อขายก็จะเป็นไปตามกลไกตลาด ตัวอย่างเว็บไซต์สำหรับแลกเปลี่ยน Bitcoin ในประเทศไทย เช่น Bx.in.th, Bitkub, Pooldax, coins.co.th, Satang.com

 

บิทคอยน์จับต้องไม่ได้ จะมีวิธีเก็บอย่างไร

บิทคอยน์ไม่มีรูปร่างและไม่สามารถจับต้องได้ ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องมีบัญชีหรือกระเป๋าเพื่อเก็บสกุลเงินดิจิตอล และกระเป๋านี้ถูกเรียกว่า "Wallet"

ใน Wallet จะมีองค์ประกอบ 2 สิ่งที่สำคัญ  

1. Address เปรียบเสมือนเลขที่บัญชีธนาคาร ซึ่งจะเป็นชุดรหัสตัวเลขยาวๆชุดหนึ่ง ที่จะถูกใช้เป็นที่อยู่ในการโอนเงิน
2. Private key หรือลายเซ็นเจ้าของบัญชี เจ้าสิ่งนี้เป็นตัวบ่งบอกความเป็นเจ้าของ Wallet เปรียบเสมือนกับรหัสผ่านของบัญชีในการใช้ยืนยันตัวตน

วิธีใช้งานก็เพียงแค่ให้เลขที่บัญชีหรือ Address ของคุณแก่ผู้อื่นเพื่อที่เขาจะสามารถโอนเงินดิจิทัลเข้ามายังบัญชีคุณได้ แต่ห้ามให้ใครรู้ Private key ของคุณเด็ดขาดเพราะมันจะเป็นเครื่องยืนยันว่าคุณคือเจ้าของ wallet นี้นั่นเอง
  


คริปโตเคอเรนซี่(Cryptocurrency) คืออะไร 

ทั้งนี้ บิทคอยน์ถือว่าเป็นเงินดิจิตอล(Cryptocurrency) สกุลหนึ่งเท่านั้น แต่ยังมีสกลุเงินอื่นๆ อีกมากมายที่ถูกคิดค้นขึ้นมา อาทิ สกุลเงิน Ethereum ที่ใช้ตัวย่อว่า ETH, สกุลเงิน Litecoin ที่ใช้ตัวย่อว่า LTC แต่อย่างไรก็ตามปัจจุบันบิทคอยน์(BTC) ก็ยังคงเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ได้รับความนิยมสูงสุด

 

S BLOCK กระเป๋าเก็บเงินดิจิทัล ที่ให้ปันผล 6-15% ต่อเดือน

เว็บ Exchange (สำหรับซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินดิจิตอล) ที่คนไทยนิยมใช้งานกันมากที่สุดคือ Bx.in.th แต่เมื่อปลายเดือนมิถุนายน 2019 นี้ มีกระเป๋าเก็บเหรียญดิจิทัลน้องใหม่ ที่ไม่ได้แค่เปิดให้ใช้งานเฉพาะในไทย แต่เปิดตัวพร้อมกันถึง 30 ประเทศทั่วโลก อีกทั้งยังได้รับความสนใจจากสำนักข่าวการเงินต่างประเทศอย่างล้นหลาม (เช่น สำนักข่าวรอยเตอร์ คลิก)

นอกจาก S BLOCK จะสามารถเก็บเงินสกุลดิจิตอลได้ทั้ง BTC, ETH, LTC และ USDT แล้ว S BLOCK ยังชูจุดเด่นด้วยการจ่ายเงินปันผลให้กับสมาชิกสูงถึง 6-15% ต่อเดือน

ปันผลจ่ายเป็น SBO ซึ่งเป็นเงินดิจิทัลที่ออกโดย S BLOCK เอง

SBO เป็นเหรียญที่มีศักยภาพและมีการเติบโตสูง ซึ่งจะเห็นได้จากราคาเปิดตัว 1$/SBO ณ วันที่ 15 มิถุนายน 2019 ผ่านมาเพียง 2 เดือน(13 สิงหาคม) ราคาเพิ่มขึ้นเป็น 3.4030$/SBO หรือคิดเป็นการเติบโต 240% เลยทีเดียว

และสำหรับใครที่ไม่ต้องการถือเงินดิจิทัล SBO ก็สามารถ SWAP เงินปันผล SBO ให้เป็น BTC(บิทคอยน์) เพื่อเก็บออมหรือถอนออกได้ตลอดเวลา



ข้อดีของ S BLCOK 

  • รองรับเงินดิจิทัลที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบัน เช่น BTC, ETH และ LTC 
  • ได้รับเงินปันผล 6-15% ต่อเดือน
  • ค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมถูกกว่าผู้ให้บริการอื่นๆ
  • มีบัตร S CARD สามารถซื้อสินค้าและบริการได้ทั่วโลก
  • มีตู้ ATM รองรับการถอนเงินเป็นเงินสกุลท้องถิ่น เช่น ถอนเป็นเงินบาท (หรือหากไปเที่ยวต่างประเทศ ก็สามารถถอนออกเป็นสกุลเงินท้องถิ่นของประเทศนั้นๆได้เลย)

 

ข้อเสียของ S BLOCK

  • ไม่รองรับการซื้อขายแลกเปลี่ยนสกุลเงินบาทในระบบ ดังนั้นหากเรายังไม่มี BTC และต้องการซื้อ BTC ด้วยเงินบาท เราจะต้องเทรดเงินบาทให้เป็น BTC ผ่านทาง Exchange ที่ให้บริการในไทยก่อน เช่น BX.co.th (สมัครสมาชิก คลิก) แล้วจึงโอน BTC จาก BX ไปเก็บที่ S BLCOK เพื่อรับปันผลเดือนละ 6-15%
  • รองรับการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินดิจิตอลในปัจจุบันแค่เพียง BTC, ETH, LTC และ USDT แต่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต

 

วิธีสมัคร S BLOCK

กรอกเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด และข้อมูลต้องตรงกับบัตรประชาชน

(เช่น ชื่อภาษาอังกฤษ, เลขบัตรประชาชน) 

- ลิ้งสมัคร >> คลิก <<

*สำคัญ: หลังสมัครแล้วให้จด Username, log in password และ trading password เก็บไว้


วิธีกรอกข้อมูลการสมัคร


ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น S BLOCK >> คลิก <<
  > สำหรับระบบแอนดรอยด์ สามารถดาวน์โหลดและใช้งานได้ทันที
  > สำหรับระบบ iOS หลังจากดาวน์โหลดแล้ว เข้าไปตั้งค่าในสมาร์ทโฟนดังนี้: เข้า Settings -> General -> Device Management -> Sblock Switzerland


- ศึกษาข้อมูลในกลุ่มไลน์ >> คลิก << (ขอสงวนสิทธิ์เฉพาะผู้ที่สมัครกับทีม Berich)

- ติดตามข่าวสารในเพจ "ไปให้ถึง 1000 ล้าน" >> คลิก <<

- สอบถามข้อมูล: @sblockleader (มี@ข้างหน้าด้วยนะคะ) หรือ >> คลิก <<

Powered by MakeWebEasy.com