อาการชักในทารก สัญญาณอันตรายที่ห้ามมองข้าม

Last updated: 28 มิ.ย. 2567  |  270 จำนวนผู้เข้าชม  | 

อาการชักในทารก สัญญาณอันตรายที่ห้ามมองข้าม

        อาการชักในทารกนับเป็นเรื่องที่น่าวิตกอย่างยิ่ง เนื่องจากสาเหตุสามารถมาจากโรคร้ายแรงได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นภาวะสมองขาดออกซิเจน ความผิดปกติทางพันธุกรรม หรือกระทั่งการติดเชื้อในสมอง พ่อแม่จึงจำเป็นต้องระมัดระวังและเฝ้าสังเกตอาการผิดปกติในลูกน้อยอย่างใกล้ชิด

อาการชักในทารกมีลักษณะอย่างไร

        อาการชักในทารกอาจแสดงออกในหลากหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงและสาเหตุ อาการที่พบบ่อยได้แก่

1. ร่างกายสั่นหรือกระตุก อาจเป็นเฉพาะบางส่วน เช่น แขนหรือขา หรือทั้งร่างกาย
2. ลืมตาค้าง แววตากะพริบไม่ปกติ
3. เม้มปากหรือกัดลิ้น
4. มือเกร็ง ร่างกายแข็งทื่อ
5. หายใจติดขัด ผิดปกติ
6. ท้องผูก อาเจียน หรือถ่ายปัสสาวะ/อุจจาระปริมาณมาก
7. ซึมลง ไม่รู้สึกตัว

 

หากพบอาการชักในทารก พ่อแม่ควรปฏิบัติอย่างไร

1. อย่าวิตกกังวลจนเกินไป แต่ให้คงสภาพจิตใจให้ปกติ เพื่อจะได้สามารถดูแลลูกได้อย่างเหมาะสม
2. จดบันทึกเวลาที่เริ่มชัก อาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น และระยะเวลาที่ชักนานเท่าใด เพื่อให้แพทย์ได้ประเมินอาการได้ถูกต้อง
3. หากชักนานเกิน 5 นาที หรือหายใจติดขัด ให้รีบนำส่งโรงพยาบาลทันที เนื่องจากอาจทำให้สมองขาดออกซิเจนได้
4. ห้ามพยายามหยุดการชักด้วยการฉีดยาหรือให้ยาใดๆ เพราะอาจเป็นอันตรายถ้าให้ผิดชนิดหรือขนาด
5. ควรวางลูกน้อยให้นอนราบ ไม่ควรจับกระชากหรือพยายามดึงแขนขาในระหว่างชัก เพื่อป้องกันการบาดเจ็บ
6. เคลียร์บริเวณโดยรอบ เพื่อไม่ให้ศีรษะหรือร่างกายกระแทกสิ่งแข็ง และไม่ควรสอดสิ่งของเข้าปากเด็ดขาด
7. เมื่ออาการชักสงบลง ให้ผ่อนคลายและปลอบประโลมเด็กด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล เนื่องจากอาจรู้สึกกลัวและกังวลใจ

 

สัญญาณอันตรายที่ต้องรีบพาไปพบแพทย์

        ถึงแม้อาการชักเป็นเรื่องน่าวิตกใจ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกครั้งต้องรุนแรงถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิต อย่างไรก็ตาม มีสัญญาณบางอย่างที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้ามเพราะอาจเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงความรุนแรงของโรค ดังนี้

1. ชักนานกว่า 5 นาที โดยไม่มีอาการคลายหรือหยุดชั่วคราว 
2. หายใจติดขัดจนเริ่มเปลี่ยนสีเขียวคล้ำหรือผิดปกติ
3. ชักหนักจนอาจได้รับบาดเจ็บ เช่น กระแทกศีรษะจนเป็นแผล กัดลิ้นหรือกัดริมฝีปากจนบาดเจ็บ
4. อาการชักผิดปกติ เช่น ชักด้านเดียวหรือชักไม่พร้อมกัน
5. หลังจากชักสงบ ความรู้สึกตัวกลับไม่ปกติ หรือแสดงอาการผิดปกติอื่นๆ เช่น อ่อนแรง ชา ปวดศีรษะรุนแรง
6. ป้อนอาหารหรือดื่มน้ำไม่ได้หลังชัก
7. มีอาการชักครั้งแรก โดยไม่เคยมีประวัติอาการชักหรือมีประวัติแพ้ยา

        การเฝ้าสังเกตและรายงานอาการต่อแพทย์เป็นสิ่งสำคัญที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม เพราะจะช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยสาเหตุ และให้การรักษาได้อย่างถูกต้องทันท่วงที นอกจากนี้ การปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสมขณะเกิดอาการชักในทารกก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน เนื่องจากจะช่วยป้องกันไม่ให้ลูกน้อยได้รับบาดเจ็บ

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้