กล้องติดรถยนต์ที่ใช้ แบตเตอรี่ Vs คาปาซิเตอร์ เลือกแบบไหนดีกว่ากัน

Last updated: 2021-01-21  |  421 จำนวนผู้เข้าชม  | 

กล้องติดรถยนต์ที่ใช้ แบตเตอรี่ Vs คาปาซิเตอร์ เลือกแบบไหนดีกว่ากัน

กล้องติดรถยนต์ที่ใช้ แบตเตอรี่ Vs คาปาซิเตอร์ ควรเลือกแบบไหนดี

กล้องติดรถยนต์ส่วนใหญ่รับไฟจากรถยนต์ผ่านสายชาร์จ อย่างไรก็ตาม กล้องติดรถยังคงต้องมีพลังงานสำรอง เพื่อเซฟไฟล์วิดีโอในเวลาที่รถยนต์หยุดจ่ายไฟกะทันหัน ดังนั้นกล้องติดรถจึงยังจำเป็นต้องมีแบตเตอรี่หรือคาปาซิเตอร์ภายในอยู่เสมอ

สิ่งแรกที่คุณควรรู้คือ แบตเตอรี่หรือคาปาซิเตอร์ในกล้องติดรถ มีไว้เพื่อเซฟไฟล์ในกรณีฉุกเฉิน ขณะที่รถยนต์ไม่สามารถจ่ายไฟได้เท่านั้น ไม่ได้มีไว้เพื่อจ่ายพลังงานให้อุปกรณ์ตลอดเวลาเหมือนอย่างกล้องดิจิตอล

แบตเตอรี่ในกล้องติดรถยนต์จึงมีขนาดเล็ก และมีไว้เพื่อเลี้ยงกล้องติดรถให้ทำงานต่อได้อีกเพียงไม่กี่วินาทีหลังจอดรถ เพื่อบันทึกไฟล์วิดีโอสุดท้ายให้เสร็จสมบูรณ์เท่านั้น

แบตเตอรี่และคาปาซิเตอร์ในกล้องติดรถมีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่เมื่อพิจารณาถึงประสิทธิภาพโดยรวมแล้ว คาปาซิเตอร์นั้นดีกว่าแบตเตอรี่มาก และในปัจจุบันเราจะเห็นว่ากล้องติดรถยนต์ระดับไฮเอนด์ส่วนใหญ่ นิยมใช้คาปาซิเตอร์มากกว่าแบตเตอรี่ ในขณะที่กล้องติดรถราคาถูกมักมาพร้อมกับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนเสมอ ความแตกต่างระหว่างแบตเตอรี่และคาปาซิเตอร์คืออะไร ตามมาดูกันค่ะ

 

ฟังก์ชั่นการทำงาน

แม้ว่าแบตเตอรี่และคาปาซิเตอร์จะใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า แต่วิธีในการผลิตไฟฟ้าแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง และนั่นส่งผลต่อความเหมาะสมสำหรับการใช้งานที่แตกต่างกันด้วย

แบตเตอรี่แปลงพลังงานเคมีเป็นพลังงานไฟฟ้าโดยใช้ขั้วบวก (แคโทด), ขั้วลบ(แอโนด), และสื่อนำไฟฟ้า (อิเล็กโทรไลต์) แบตเตอรี่จึงสามารถชาร์จไฟได้จากแหล่งไฟฟ้าภายนอก

ในทางกลับกันคาปาซิเตอร์ใช้แผ่นนำไฟฟ้าที่มีฉนวนกั้น(dielectric)ระหว่างกัน อิเล็กทริกจะหยุดกระแสไฟฟ้าที่เข้าสู่ตัวเก็บประจุและสร้างประจุเก็บไว้ระหว่างแผ่น ปริมาณประจุที่คาปาซิเตอร์สามารถเก็บได้ ขึ้นอยู่กับความสามารถในการเก็บประจุของตัวนำไฟฟ้า(Capacitance) หรือความจุในการจัดเก็บประจุ และเมื่อเชื่อมกับวงจร คาปาซิเตอร์จะคายประจุออกมาเร็วกว่าแบตเตอรี่ แต่ก็สามารถชาร์จได้เร็วกว่าแบตเตอรี่

 

ความน่าไว้วางใจของ คาปาซิเตอร์ Vs แบตเตอรี่

แบตเตอรี่เสื่อมสภาพได้เร็ว มีความไวต่อการสึกหรอ เพราะการชาร์จและคายประจุเป็นประจำ แต่แบตเตอรี่เป็นตัวเลือกที่ถูกกว่า และหากผู้ผลิตต้องการลดต้นทุนก็มักใช้แบตเตอรี่คุณภาพต่ำ ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาในอนาคตตามมา เช่น แบตเตอรี่บวมและรั่วซึม และนี่เป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้กล้องติดรถยนต์ของคุณเสียหายได้อย่างง่ายดาย

คาปาซิเตอร์มีความน่าเชื่อถือมากกว่า เนื่องจากมีความทนทานต่อความร้อนสูง คาปาซิเตอร์ต่างจากแบตเตอรี่ตรงที่ไม่ก่อให้เกิดความร้อนสูงเกินไป จึงไม่ระเบิด ดังนั้นหากกล้องติดรถของคุณมักโดนความร้อนสูงอยู่เสมอ การใช้กล้องติดรถแบบคาปาซิเตอร์ ย่อมเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า

ข้อเสียเปรียบของคาปาซิเตอร์มีเพียงอย่างเดียว คือคาปาซิเตอร์ที่มีขนาดเล็กไม่สามารถกักเก็บพลังงานจำนวนมากได้ ดังนั้นคุณจึงไม่สามารถใช้กล้องติดรถยนต์แบบคาปาซิเตอร์เพื่อบันทึกเหตุการณ์โดยไม่เชื่อมต่อกับแหล่งจ่ายไฟได้เลย (ถ้าไม่ชาร์จไฟจะเปิดกล้องไม่ได้ แต่กล้องยังสามารถเซฟไฟล์วิดีโอสุดท้ายหลังจอดรถได้อย่างสมบูรณ์)

 

ตัวอย่างกล้องติดรถแบบคาปาซิเตอร์ระดับกลางถึงสูง

กล้องติดรถยนต์ VIOFO ทุกรุ่น เช่น A139 3CH, A129 PRO DUO, A129 PLUS DUO EMMC, A129 DUO, WR1

กล้องติดรถยนต์ AZDOME รุ่น BN03

กล้องติดรถยนต์ DDPAI รุ่น MINI 3

กล้องติดรถยนต์ MobilCam รุ่น M6 Dual

กล้องติดรถยนต์ Scene รุ่น Scene Drive Guard 600, Scene Drive Guard 800



ปัจจัยด้านต้นทุน

แบตเตอรี่ราคาถูกกว่า และไม่ต้องใช้ฮาร์ดแวร์ราคาแพงหรือความเชี่ยวชาญในการประกอบเข้ากับกล้องติดรถ ส่วนคาปาซิเตอร์ราคาแพงกว่า และยังต้องใช้ฮาร์ดแวร์พิเศษในการเชื่อมต่อ ให้ทำงานร่วมกันกับวงจรกล้องติดรถได้ นั่นเป็นเหตุผลหลักว่าทำไมแบตเตอรี่จึงนิยมใช้ในกล้องติดรถราคาถูก แต่ในอนาคตกล้องติดรถยนต์ระดับกลางถึงสูงจะหันมาใช้คาปาซิเตอร์มากขึ้น และคาปาซิเตอร์จะถูกพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นๆ เพื่อทำหน้าที่แทนแบตเตอรี่ได้อย่างสมบูรณ์ อีกทั้งยังเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ใช้งาน และลดความเสียหายของกล้องติดรถที่เป็นผลมาจากแบตเตอรี่อีกด้วย



อ้างอิง: https://dashcameras.net/

Powered by MakeWebEasy.com