รีวิวสเปคกล้องติดรถ VIOFO A129 Plus Duo ที่ต้องรู้ก่อนใช้งาน

Last updated: 2022-01-28  |  159 จำนวนผู้เข้าชม  | 

รีวิวสเปคกล้องติดรถ VIOFO A129 Plus Duo ที่ต้องรู้ก่อนใช้งาน

 

 

กล้องติดรถยนต์ VIOFO A129 Plus Duo เป็นกล้องติดรถยนต์ที่ค่อนข้างนิยมเลยทีเดียว เพราะด้วยรูปลักษณ์ที่เป็นทรงติดซ่อน ติดแล้วเนียนไปกับรถยนต์ ไม่เกะกะสายตาเหมาะกับคนที่ชอบความเรียบร้อยในรถยนต์อย่างแน่นอนรวมถึงยังใช้คาปาซิเตอร์ที่ทนความร้อนได้ดีเป็นแหล่งจ่ายพลังงาน แลนนอกจากนี้ก็ยังมีคุณสมบัติอีกมากมายจะมีอะไรบ้างก็ตามไปดูกันได้เลยค่ะ

 
  คุณสมบัติของกล้องติดรถยนต์ VIOFO A129 Plus Duo

  1. กล้องติดรถยนต์แบบมีหน้าจอ หน้าจอเป็นแบบ HD LCD กว้าง 2.0 นิ้ว

  2. กล้องหน้าคมชัด 2K ใช้เซนเซอร์ Sony Starvis 5MP รูรับแสง F1.6 มุมมองกล้อง 140 องศา

  3. กล้องหลังคมชัด Full HD ใช้เซนเซอร์ Sony Starvis 2MP รูรับแสง F1.6 มุมมองกล้อง 160 องศา

  4. มี WIFI รองรับที่ 2.4GHz

  5. มี G-Senser ล็อกคลิปอัตโนมัติเมื่อเกิดแรงกระแทก

  6. มี WDR ที่ช่วยให้ภาพสว่างขึ้น

  7. มี Loop Recording บันทึกคลิปอัตโนมัติเมื่อเมมเต็ม

  8. มี GPS เป็นตัวเลือกอย่างที่บอกไปตอนแรก

  9. มี Parking Mode หรือ โหมดบันทึกตอนจอดให้เลือกใช้ 3 แบบก็ คือ Auto event detection/Time lapse /bitrate recording

  10. ใช้คาปาซิเตอร์เป็นแหล่งจ่ายพลังงาน (ทนความร้อนได้และอายุการใช้งานยาวนาน)

 

  ขยายคุณสมบัติของกล้องติดรถยนต์ VIOFO A129 Plus Duo เพิ่มเติม

1. กล้องหน้าติดรถยนต์
ในส่วนของกล้องหน้าติดรถยนต์ของกล้องติดรถยนต์ VIOFO A129 Plus Duo มีความละเอียดสูงสุดอยู่ที่ 2K และนอกจากนี้แล้วก็ยังสามารถเลือกความละเอียดให้เหมาะสมกับการใช้งานได้อีกด้วย เพราะทาง VIOFO ได้ใส่ค่าความละเอียดของกล้องหน้ามาให้เลือกใช้งานถึง 10 ค่าดังรูปซึ่ง ๆ โดยหลัก ๆ จะต่างกันที่เฟรมเรทของภาพค่ะ




และนอกจากกล้องหน้าที่คมชัด 2K บวกกับอัตราส่วนของภาพเป็นแบบภาพยนตร์แล้ว ตัวนี้ยังใช้เซนเซอร์ Sony Starvis 5MP และมีรูรับแสงกว้างถึง F1.6 เลยทำให้ภาพที่ได้มีมุมมองที่กว้าง เก็บรายละเอียดได้คมชัดทั้งตอนกลางวันแลพตอนกลางคืนสังเกตได้จากองค์ประกอบโดยรวมในภาพเละ ป้ายทะเบียนรถ แถมภาพที่ได้ในตอนกลางวันยังสีสันสดใสมองแล้วสบายตาอีกด้วยค่ะ



 


2. กล้องหลังติดรถยนต์
ในส่วนของกล้องหลังติดรถยนต์ของกล้องติดรถยนต์ VIOFO A129 Plus Duo มีความละเอียดคือ Full HD ซึ่งเป็นความละเอียดที่สูงสุดของกล้องหลังติดรถยนต์แล้ว และต้องบอกเลยว่ากล้องหลังขออ A129 Plus นั้นค่อนข้างดีเลยค่ะ เพราะภาพที่ได้ทั้งกลางวันและกลางคืน จะคมชัดมาก ถ้าเทียบกับกล้องหลังที่คมชัด Full HD เหมือนกัน ปกติกล้องหลังรุ่น อื่น ๆ ที่คมชัด Full HD คลิปที่ได้จะมีความเบลอที่มากกว่านี้ ดังรูปค่ะ




และเหตุผลที่ทำให้กล้องหลัง A129 Plus มีความคมชัดและสว่างนั้นก็เพราะว่า ใช้เซนเซอร์ Sony Starvis 2MP ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของภาพสีสันสงย สดใส บวกกับรูรับแสงกว้างที่กว้างถึง F1.6 อีกด้วย

 
3. มุมมองของกล้องหน้าและกล้องหลัง
กล้องหน้าของกล้องติดรถยนต์ VIOFO A129 Plus Duo มีมุมมองกล้องกว้าง 140 องศา และมีอัตราส่วนของภาพเป็นแบบ 21:9 Ultra-wide ซึ่งเป็นมุมมองแบบภาพยนตร์ก็จะมีข้อดีดังต่อไปนี้ คือ
   เมื่อเปิดดูคลิปทำให้รู้สึกเหมือนดูภาพยนตร์มากขึ้น
   เมื่อเปิดดูคลิปบนหน้าจอ Ultra-wide จะไม่มีขอบสีดำด้านข้าง และถ้าเปิดดูคลิปแบบ 16:9 คลิปที่ได้จะมีความละเอียดมากกว่าแบบปกติ
   ในคลิปวิดีโอแนวนอนจะตัดท้องฟ้ากับแผงหน้าปัดรถยนต์ออกทำให้คลิปวิดีโอมีคุณภาพมากขึ้นและไม่เปลืองพื้นที่จัดเก็บ


ส่วนกล้องหลังของกล้องติดรถยนต์ VIOFO A129 Plus Duo มีมุมมองกล้องกว้าง 160 องศา และมีอัตราส่วนของภาพเป็นแบบ 16:9 ซึ่งเป็นมุมมองปกติของกล้องติดรถยนต์ปกติค่ะ




ซึ่งจากภาพถึงแม้ว่ามุมมองของกล้องหน้าจะแคบกว่ากล้องหลังเล็กน้อยแต่โดยรวมก็ยังคงเก็บรายละเอียดรอบ ๆ ได้อย่างครอบคลุม สังเกตได้จากถนนคือทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง สามารถเก็บได้ครอบคลุมทั้ง 3 เลนถนนค่ะ ทำให้เรามั่นใจได้เลยว่าถ้ามีอุบัติเหตุหรือรถชน หน้ารถหรือหลังรถโดยตรง กล้องติดรถยนต์ VIOFO A129 Plus Duo จะเก็บภาพได้ทั้งหมดแน่นอนค่ะ

 

4. ความมืดของคลิปในกล้องติดรถยนต์ VIOFO A129 Plus Duo




สำหรับคลิปวิดีโอที่บันทึกได้จากกล้องหน้า และ กล้องหลัง ของกล้องติดรถยนต์ VIOFO A129 Plus Duo ถ้าดูมืดเกินไป สามารถปรับให้สว่างได้คือ

  4.1 ให้ไปที่เมนู Exposure หรือที่เรารู้จักกันในชื่อเมนู EV ตรงนี้จะเป็นเมนูปรับแสง ให้สว่างขึ้นหรือมืดลงได้ซึ่งปรับได้ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง แต่จะไม่แนะนำให้ปรับจนสว่างจ้าเกินไป เพราะจะทำให้คลิปวิดีโอเกิดเป็นจุดขาว ๆ ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้คลิปวิดีโอเบลอค่ะ
  4.2 แนะนำให้เปิดโหมด WDR หรือ Wide Dynamic Range ตัวนี้เป็นโหมดที่ช่วยให้ภาพสว่างและสว่างเท่ากันทั่วทั้งภาพนั่นเองค่ะ

แต่นอกจากนี้แล้วถ้ารถยนต์ของเราติดฟิล์มกรองแสงที่มืดมาก ๆ รวมถึงบริเวณที่ขับรถตอนกลางคืนไม่มีแสงไฟข้างทางเลย ตรงนี้ก็จะเป็นส่วนที่ทำให้คลิปวิดีโอมืด ต่อให้ปรับแสงให้สว่างมากแค่ไหนก็จะช่วยได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้นค่ะ

 

5. WIFI ในกล้องติดรถยนต์ VIOFO A129 Plus Duo




WIFI ในกล้องติดรถยนต์ VIOFO A129 Plus Duo รองรับได้ทั้ง 2.4 GHz ซึ่ง WIFI ตรงนี้จะทำหน้าที่คือ เชื่อมต่อกล้องติดรถยนต์เข้าใช้งานผ่านทางมือถือโดยผ่านทางแอพ VIOFO นั้นเองค่ะ ข้อดีคือ จะทำให้เราใช้งานกล้องติดรถยนต์ได้สะดวกขึ้น เช่นการตั้งค่า ก็ไม่ต้องไปตั้งค่าที่กล้องติดรถยนต์แล้วตั้งในมือถือผ่านแอพได้เลย รวมถึงถ้าต้องการใช้คลิปวิดีโอก็ดาวห์โหลดคลิปลงมือถือได้เลยโดยที่ไม่ต้องเอาถอดเมมไปดาวห์โหลดในคอมให้เสียเวลานั่นเองค่ะ

 

6. ตัวเลือก GPS ของ กล้องติดรถยนต์ VIOFO A129 Plus Duo




สำหรับกล้องติดรถยนต์ VIOFO A129 Plus Duo เป็นกล้องติดรถยนต์ที่มีตัวเลือกให้เลือก 2 แบบ คือ แบบที่มี GPS กับ แบบที่ไม่มี GPS ซึ่งถ้าเลือกซื้อกล้องติดรถยนต์ VIOFO A129 Plus Duo แบบมี GPS ก็จะได้ประโยชน์หลายอย่างเลยดังต่อไปนี้

  1. ได้ความเร็วและพิกัด ลงไปคลิปวิดีโอด้วยซึ่งความเร็วรถ มีไว้ยืนยันได้เลยว่าเราไม่ได้ขับรถเร็วส่วนพิกัดมีไว้ถ้าคู่กรณีชนแล้วหนีเราก็จะได้มีพิกัดไว้ยืนยันว่าเราเกิดเหตุที่ไหน จะได้ตามตัวคู่กรณีได้ง่ายขึ้น

  2. กล้องติดรถยนต์จะ Sync วันที่และเวลาจากดาวเทียมให้อัตโนมัติโดยที่ไม่ต้องไปตั้งค่าเองมั่นใจได้เลยว่าวันที่และเวลานั้นตรงไม่เพี้ยนอย่างแน่นอน

  3. ถ้าไม่ต้องการใช้ GPS ก็สามารถปิดได้ ทั้งที่ตัวกล้องและผ่านทางแอพ VIOFO ในมือถือก็ได้ค่ะ

 

7. รองรับ Parking Mode หรือ โหมดบันทึกตอนจอด 3 แบบ

ถ้าต้องการใช้โหมดบันทึกตอนจอดของกล้องติดรถยนต์ VIOFO A129 Plus ก็อย่าลืมว่าจะต้องใช้สายต่อตรง HK3 เท่านั้นถึงจะใช้งานได้ค่ะ ซึ่งโหมดบันทึกตอนจอดจะทำหน้าที่ดูแลรถยนต์ของเราตอนที่เราดับเครื่องยนต์และเราไม่ได้อยู่ที่รถยนต์แล้วนั่นเอง และการทำงานก็จะแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับว่ากล้องติดรถยนต์ของเรามีโหมดบันทึกตอนจอดแบบไหน ซึ่งโหมดบันทึกตอนจอดของกล้องติดรถยนต์ VIOFO A129 Plus นั่นก็มีให้เลือกถึง 3 แบบ (ปกติกล้องรุ่นอื่น ๆ จะให้แค่ 1 แบบเท่านั้น) ด้วยกันดังต่อไปนี้ค่ะ




  โหมดที่1 คือ Parking Mode Auto event detection
ตัวกล้องติดรถยนต์จะบันทึกคลิปก็ต่อเมื่อมีสิ่งเคลื่อนไหวผ่านหน้ากล้องติดรถยนต์เท่านั้น และถ้ามีสิ่งเคลื่อนไหวผ่านหรือเกิดอุบัติเหตุตรงหน้ากล้อง กล้องติดรถยนต์จะบันทึกคลิปทั้งหมด 2 คลิปคือคลิปหลังเกิดเหตุกับคลิปก่อนเกิดเหตุนั่นเองค่ะ

ข้อดี: ไม่เปลืองพลังงานจากแบตเตอรี่รถยนต์เพราะอย่าลืมว่าโหมดบันทึกตอนจอดของกล้องติดรถยนต์จะทำงานก็หลังจากเครื่องยนต์ดับไปแล้ว และแหล่งเดียวที่จะทำให้กล้องติดรถยนต์ใช้งานได้ตอนเครื่องดับก็คือแบตเตอรี่นั่นเอง

ข้อเสีย: ไม่เหมาะกับคนที่จอดรถบริเวณที่มีการเคลื่อนไหวเยอะ ๆ เช่น จอดรถหันหน้ารถไปทางถนนที่มีรถยนต์ขับไปมาอยู่ตลอดเวลา เพราะถ้าสิ่งเคลื่อนไหวผ่านกล้องบ่อย ๆ กล้องมันก็จะบันทึกคลิปไปเรื่อย ๆ นอกจากจะไม่ได้คลิปที่เป็นประโยชน์แล้วก็ยังทำให้เปลืองพลังงานจากแบตเตอรี่รถยนต์และก็เปลืองพื้นที่จัดเก็บด้วยเดียวนั่นเองค่ะ

 


   โหมดที่ 2 คือ Parking Mode Time Lapse
เป็นการบันทึกวิดีโอตลอดเวลาแต่เป็นแบบเร่งความเร็ว สามารถเลือกความเร็วที่ต้องการให้กล้องติดรถยนต์บันทึกได้

ข้อดี: จะบันทึกคลิปวิดีโอได้เยอะ

ข้อเสีย: คลิปที่ได้จะค่อนข้างเร็วทำให้ดูไม่ออกว่าในคลิปมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง และไม่สามารถ Slow คลิปให้เล่นแบบปกติได้ค่ะ

 



   โหมดที่ 3 คือ Parking Mode Bitrate recording
เป็นการบันทึกตลอดเวลาแต่เป็นการบันทึกวิดีโอด้วยบิตเรตต่ำ

ข้อดี: ประหยัดพื้นที่เมม เช่น เมม 64GB ปกติเวลาบันทึกคลิปจะใช้เวลา 5 ชม. แต่ถ้าเลือก Bitrate recording มันจะบันทึกคลิปได้จาก 5ชม. ได้ประมาณ 15ชม. แบบนี้เป็นต้น คือมันจะบันทึกคลิปได้เยอะขึ้นด้วยนั้นเอง

ข้อเสีย: คลิปที่ได้จะถูกลดความคมชัดลง บางทีทำให้เมื่อต้องใช้คลิปส่วนเป็นหลักฐานอาจจะทำให้ไม่ได้ประโยชน์จากคลิปสักเท่าไรนั่นเองค่ะ

 

 

  ช่องทางการสั่งซื้อ

Powered by MakeWebEasy.com